Get Adobe Flash player
ThaiEnglish (UK)
HOT NEWS

ค้นหาข้อมูลในเว็ป Logistics

ปฎิทินกิจกรรม

September 2017
S M T W T F S
27 28 29 30 31 1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
October 2017
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31 1 2 3 4

ยกระดับอุตสาหกรรมยาไทยให้ทัดเทียมสากล ด้วยการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน

     อุตสาหกรรมยามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตและสุขภาพของคนโดยตรง จึงต้องตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอ แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์น้อยกว่าที่ควร อาจจะเนื่องจากบุคลากรส่วนใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมยาเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักเคมีที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน แต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศไทยหลายรายก็ได้หันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทั้งกระบวนการมากขึ้น และหนึ่งในสถานประกอบการที่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ขององค์กรจนสามารถต่อยอดความสำเร็จได้ด้วยตนเองก็คือ บริษัท ยูโทเปี้ยน จำกัด

     คุณวราวุธชิร วานิช กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูโทเปี้ยน จำกัด ให้ข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทว่า “บริษัทฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2523 ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตยาหลายชนิดโดยมีสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเองกว่า 200 ยี่ห้อ และเป็นผู้ผลิตยาในรูปแบบ OEM ให้กับบริษัทอื่น โดยแบ่งแผนกผลิตยาออกเป็น 5 แผนก ได้แก่ 1) แผนกยาเม็ด แคปซูล และยาผง 2) แผนกยาน้ำและยาครีม
3) แผนกยาปราศจากเชื้อ 4) แผนกเพนิซิลลิน และ 5) แผนกเซฟาโลสปอริน โดยมีโรงงานสองแห่งอยู่ที่ย่านเทพารักษ์
จ.สมุทรปราการ และ จ.ปราจีนบุรี นอกจากการผลิตยาเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ บริษัทฯ ยังส่งออกสินค้าไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกาอีกด้วย โดยบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานมากมายทั้ง GMP ISO 9001 ISO 14001 ISO/IEC 17025 และ OHSAS 18001”

     ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าบริษัทจำนวนไม่น้อยในกลุ่มอุตสาหกรรมยายังขาดการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ดี และผู้บริหารของ บริษัท ยูโทเปี้ยน จำกัด ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น จึงได้ตัดสินใจนำบริษัทฯ เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา ร่วมกับสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ในตอนต้นโครงการคณะทำงานซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาจากสำนักโลจิสติกส์ร่วมกับทีมงานของบริษัทฯ ได้ประเมินศักยภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Scorecard)พบว่าศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของบริษัทฯ อยู่ที่ 2.89 และคณะทำงานเล็งเห็นว่าแผนเร่งด่วนในการเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ คือ แผนการปรับปรุงด้านการสร้างระบบเก็บข้อมูลและประสานข้อมูลระหว่างแผนกในองค์กร รวมถึง การปรับแผนนโยบายการสั่งผลิตสินค้า จึงนำมาสู่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการสร้างระบบการวางแผนการขายและการดำเนินงาน และโครงการปรับปรุงนโยบายการวางแผนการสั่งผลิตสินค้าสำเร็จรูป

     “โดยโครงการสร้างระบบการวางแผนการขายและการดำเนินงาน(Sales and Operation Planning) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบการวางแผนการขายและการดำเนินการสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาเม็ดให้มีความคล่องตัวและสมดุลระหว่างแผนการขายและแผนการผลิตมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถวางแผนระยะยาวในการจัดตารางการผลิต และการจัดการชั่วโมงแรงงานล่วงเวลาได้ ช่วยให้โรงงานสามารถลดค่าจ้างล่วงเวลาในแผนกยาเม็ดลงได้อย่างน้อย 40% หรือ คิดเป็น 159,094  บาทต่อปี  และช่วยวางแผนในการเพิ่มกำลังการผลิตและลดปัญหาคอขวดในการผลิตด้วยซึ่งจะเพิ่มยอดขายในระยะยาวได้ 17,500,000 บาทต่อปี ส่วนโครงการปรับปรุงนโยบายการวางแผนการสั่งผลิตสินค้าสำเร็จรูป เป็นการปรับปรุงนโยบายการสั่งผลิตยานำร่องในกลุ่ม H25  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีให้มีปริมาณที่เหมาะสม ลดอัตราการขาดแคลนสินค้าคงคลังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากยาหากเราส่งยาไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าก็จะต้องเสียค่าปรับแพงมาก เราจึงวางแผนนโยบายสั่งผลิตยา H25 ใหม่ด้วยหลักการ Re-order point และ EOQ ทำให้สามารถลดค่าเสียโอกาสจากการขาดแคลนสินค้าลง ซึ่งคำนวณเป็นต้นทุนที่ลดลงได้ทันที  1,579,045 บาทต่อทั้งปี หรือ  79.21 %ของต้นทุนนโยบายสั่งผลิตเดิม และเมื่อขยายแผนโครงการไปยังสินค้าคลาส A และ B จะทำให้ต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ลดลง คิดเป็น 42,828,889 บาทต่อปี”

     ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้บริหาร และทีมงานของบริษัท ยูโทเปี้ยน จำกัด หลังจากดำเนินโครงการไปแล้วการประเมินศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของบริษัทฯ หลังจากจบโครงการปรับปรุง พบว่า มีคะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 3.35 และได้รับรางวัลพัฒนาการโลจิสติกส์อุตสาหกรรมดีเด่นจากสำนักโลจิสติกส์ และผู้บริหารยังได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการด้วยการใช้หลักการ KAIZEN โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนนำเสนอแผนในการพัฒนาการดำเนินงานในแต่ละแผนกที่สามารถลดต้นทุน และประเมินในรูปความคุ้มค่าการลงทุน แล้วส่งแผนงานในรูปโครงการปรับปรุงมายังผู้บริหารโดยมีแรงจูงใจเป็นรางวัลตอบแทนเป็นการกระตุ้นให้พนักงานให้ความสำคัญกับการทำงานแบบใช้แรงน้อยลง ได้งานมากขึ้น และประหยัดต้นทุนมากขึ้น

     “เราสามารถลดต้นทุนได้โดยที่ไม่ได้ซื้อเครื่องจักรอะไรเพิ่มเติมเลย เราต้องพูดคุยสร้างความเข้าใจกับพนักงานของเราว่าการปรับปรุงและลดขั้นตอนการทำงานจะทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้น นอกจากผลลัพธ์ด้านการลดต้นทุนแล้ว โครงการนี้ยังช่วยลดความเครียดในการทำงานด้วย เพราะเมื่อปัญหาด้าน Stock ลดลง มีกระบวนการทำงานราบรื่นขึ้น พนักงานก็เครียดน้อยลง ซึ่งเรามีเป้าหมายในการเป็นสถานที่ทำงานที่มีความสุข (Happy Workplace) และเราจะขยายความสำเร็จด้วยการส่งพนักงานไปอบรมความรู้ด้านโลจิสติกส์ให้มากขึ้น และจะขยายผลการดำเนินงานการจัดการโลจิสติกส์ไปยังแผนกยาปราศจากเชื้อต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาเพื่อทำการปรับปรุงด้านโลจิสติกส์ต่อไป”

     “ต้องยอมรับว่าในวงการยามีผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์น้อย จึงอยากให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมยาเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ที่จะสามารถนำมาต่อยอดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ยาเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตคน ยิ่งเราผลิตได้รวดเร็ว ก็หมายความว่าเราจะช่วยคนได้เร็วยิ่งขึ้น ในแต่ละปีอุตสาหกรรมยาไทยเสียดุลการค้าให้กับต่างชาติมากกว่าแสนล้านบาท โลจิสติกส์เป็นเพียงหนึ่งในหลายด้านที่เราจะต้องลดต้นทุนให้ได้เพื่อจะให้แข่งขันได้ ซึ่งผมเห็นแล้วว่าการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ช่วยให้ยูโทเปี้ยนสามารถลดต้นทุนได้มากขนาดนี้ จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการให้มาร่วมโครงการดีๆ แบบนี้ด้วยกันครับ”

          นางดวงกมล สุริยฉัตร ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ ได้กล่าวถึงการดำเนินงาน “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา” ดังนี้

          สำนักโลจิสติกส์ ได้ดำเนินงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา ในปี 2559 ซึ่งมีสถานประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 21 ราย โดยผู้เชี่ยวชาญได้เข้าให้คำปรึกษาการปรับปรุงกิจกรรมโลจิสติกส์ภายในสถานประกอบการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ขององค์กรด้วยวิธีการให้คำปรึกษา (Consulting Guideline) และสื่อเครื่องมือการจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Tool Packages) ตามมาตรฐานของสำนักโลจิสติกส์ โดยแต่ละสถานประกอบการได้จัดทำโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กรไม่น้อยกว่า 2 โครงการ เป็นโครงการการจัดการสินค้าคงคลังอย่างน้อย 1 โครงการ ส่งผลให้การดำเนินงานมีต้นทุนโลจิสติกส์ลดลงหรือประสิทธิภาพโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 โดยแต่ละสถานประกอบการได้ทำการประเมินศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Scorecard) และการใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) ก่อนและหลังเข้าโครงการฯ ค่ะ

          จากผลการดำเนินงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา ของสถานประกอบการทั้ง 21 ราย สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์
คิดเป็นมูลค่ารวม 204.9.ล้านบาท และสามารถสร้างรูปแบบสำหรับการพัฒนาศักยภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ (Logistics Success Factor Model) ของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา โดยได้จัดทำอยู่ในรูปหนังสือ
Best Practices & Lessons Learned กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา เพื่อเผยแพร่ให้กับสถานประกอบการ
ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการจัดการโลจิสติกส์สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเกิดความสามารถ
ทางการแข่งขันได้อีกทางหนึ่ง

          สำหรับ ปีงบประมาณ 2560 สำนักโลจิสติกส์ ได้ปรับรูปแบบโครงการฯ โดยเน้นส่งเสริม 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนโลจิสติกส์สูง และกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ตามนโยบายภาครัฐที่เน้นผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตามกลยุทธ์ส่งเสริมประเทศไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมีสถานประกอบการซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี้ รวม 60 สถานประกอบการ และขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ภายในองค์กร หากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ในภาพรวมต่อไปค่ะ

Add comment


Security code
Refresh

ข่าวสารบทความสำนักโลจิสติกส์

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักโลจิสติกส์

ข่าวสารบทความ หน่วยงานภายนอก