Get Adobe Flash player
ThaiEnglish (UK)
HOT NEWS

ค้นหาข้อมูลในเว็ป Logistics

ปฎิทินกิจกรรม

November 2017
S M T W T F S
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 1 2
December 2017
S M T W T F S
26 27 28 29 30 1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31 1 2 3 4 5 6

ผู้ผลิตกาวซีเมนต์ ตรา จระเข้ เติบโตด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

            เรื่องราวความสำเร็จทางธุรกิจจำนวนมากล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการเปิดกิจการขนาดเล็ก ก่อนจะสะสมทุน และ ประสบการณ์ ขยับขยายเติบโตขึ้นสู่การเป็นธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจข้ามชาติขนาดมหึมาในที่สุด ปัจจัยสู่ความสำเร็จของแต่ละบริษัทย่อมแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตของกิจการทุกประเภทก็คือ “วิสัยทัศน์” ที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ ไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่ปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจในทุกๆ ด้าน

            เรื่องราวความสำเร็จของ จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตกาวยาแนว และกาวซีเมนต์ ตราจระเข้ ก็เช่นกัน ที่เติบโตจากโรงงานผลิตสินค้าเล็กๆ สู่ผู้ประกอบการที่มีตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรนด์จระเข้กว่า 4,000 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ
คุณศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงที่มาของกิจการว่า “บริษัทของเราก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยมีจุดเริ่มต้นจากโรงงานเล็กๆ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันเราคือหมายเลขหนึ่งด้านกำลังการผลิตกาวซีเมนต์ และกาวยาแนวกระเบื้องในอาเซียน และเป็นบริษัทของคนไทย 100% โดยมีสินค้าหลายพันรายการในกลุ่มนวัตกรรมปูกระเบื้อง (Tiling Innovation) นวัตกรรมซ่อมสร้าง (Repairing Innovation) และนวัตกรรมคัลเลอร์ซีเมนต์ (Color Innovation) เราดำเนินกิจการภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมก่อสร้างความสุขเพื่อคุณและครอบครัว” โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการผลิต ร่วมกับเทคโนโลยีลดฝุ่นในกระบวนการผลิต และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานสากล”

            ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง นำมาสู่ความท้าทายในการบริหารธุรกิจ รวมถึงการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการคลังสินค้า เนื่องจากจุดเริ่มต้นของการดำเนินกิจการ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นโรงงานขนาดเล็ก เมื่อกิจการเติบโตขึ้นทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการผลิต และจัดเก็บทั้งสินค้าและวัตถุดิบมากขึ้น แต่เนื่องจากบริเวณโดยรอบบริษัทฯ มีชุมชนอยู่โดยรอบ และยังอยู่ติดกับพื้นที่ของบริษัทอื่น ทำให้พื้นที่ของบริษัทฯ ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายตัวแอล (L) จึงส่งผลต่อกระบวนการทำงาน (Workflow) ทั้งการผลิต การจัดเก็บ และการจัดส่งสินค้า ผู้บริหารจึงวางแผนที่จะซื้อพื้นที่รอบโรงงานเพื่อขยายพื้นที่โรงงานและสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม โดยได้ที่ปรึกษาที่ผ่านการอบรมจากโครงการสร้างที่ปรึกษาด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ระดับเฉพาะทาง (Supply Chain Logistics Specialist) สาขาการบริหารจัดการคลังสินค้าและกระจายสินค้า (Warehouse and Distribution Management) กับสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มาช่วยให้คำปรึกษาในการปรับปรุงพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของบริษัท

            ทั้งนี้ ที่ปรึกษาโครงการที่เข้าร่วมพัฒนาบริษัท เป็นผลผลิตจากโครงการสร้างที่ปรึกษาด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน โดยสำนักโลจิสติกส์ ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ได้ทำการอบรมองค์ความรู้ด้าน
โลจิสติกส์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นในระดับเฉพาะทางแก่ผู้อบรม และเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมได้นำองค์ความรู้ที่ได้ไปศึกษา วิเคราะห์ และหาแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ในสถานประกอบการจริง ถือว่าเป็นโครงการที่ “ยิงนกนัดเดียว ได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” ทั้งในส่วนผู้ผ่านการอบรม และผู้ประกอบการ

             “ทีมบริษัทเราได้ทำงานร่วมกับทีมที่ปรึกษาโดย ดร.คำนาย อภิปรัชญาสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาประจำหลักสูตร
อ.อัฐพงศ์ ไหลอุดมสิน และ อ.เวสสภู วงศ์ภมร ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่เข้ารับการอบรมหลักสูตรดังกล่าว เข้ามาศึกษาสภาพการทำงานของโรงงาน ประเมินตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) วิเคราะห์ข้อมูล สรุปหัวข้อปัญหา จนเกิดเป็นโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงปริมาณสินค้าคงคลัง ตามข้อตกลงระดับการให้บริการแบบอุปสงค์อิสระ โครงการปรับปรุงการจัดการรถ Forklift และโครงการปรับปรุงพื้นที่คลังสินค้า”

              “หลังจากดำเนินโครงการ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด สามารถลดปริมาณสินค้าคงคลังกาวยาแนวเฉลี่ยจาก 798 พาเลท เหลือ 589 พาเลท หรือลดลง 35.46% โดยอาศัยการพยากรณ์การขายและการเติบโตที่แม่นยำมากขึ้น เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ลดการใช้รถ Forklift ได้ 3 คัน โดยปรับวิธีการทำงาน การวิ่งของรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่วิ่งทับซ้อนเส้นทางกัน เพิ่มความจุคลังสินค้าสำเร็จรูปและคลังวัตถุดิบ เป็น 8,806 พาเลท จากเดิม 4,243 พาเลท หรือเพิ่มขึ้น 107.54% โดยการปรับการจัดเรียงสินค้าเป็นแนวสูง สามารถรองรับการเติบโตของยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถลดต้นทุนด้านการจัดการโลจิสติกส์ ได้ 3.25 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ บริษัทฯ จะต่อยอดความสำเร็จของโครงการ สร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่มีแผนจะก่อสร้างในเร็วๆ นี้อีกด้วย”

              “นอกจากการลดต้นทุนแล้ว การได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ยังเป็นการนำหลักวิชาการมาใช้ในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะหลักการพยากรณ์ ทำให้การทำงานของเรามีความพอดีมากขึ้น ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น จากแต่เดิมเราตั้ง Service Level ไว้สูงมาก แต่พอเรามาวิเคราะห์ข้อมูลก็ทำให้เห็นว่าบางครั้งลูกค้าไม่ได้ต้องการ Service Level สูงขนาดนั้น ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ว่าศาสตร์ด้านโลจิสติกส์เป็นมากกว่าการขนส่ง แต่เป็นเรื่องของการไหลของสินค้าและข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ในส่วนของทีมงานฝ่ายปฏิบัติการก็ได้มาบูรณาการการทำงานด้วยกัน ได้มาใช้ความคิดร่วมกันว่าจะทำงานอย่างไรให้สอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต ทำให้พนักงานเข้าใจระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานอย่างเป็นขั้นตอน และช่วยลดความผิดพลาดในการทำงาน นอกจากนี้ ต้องขอชมเชยทีมที่ปรึกษาที่มาทำงานร่วมกับทาง จระเข้
คอร์ปอเรชั่น ว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริง สามารถถ่ายทอดและประยุกต์นำเอาความรู้ทางทฤษฎีมาใช้ได้จริงๆ”

               คุณศุภพงษ์ กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์เป็นการท้ายทิ้งว่า “ธุรกิจจะไปข้างหน้าได้หรือไม่ต้องอาศัยปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ถ้าหากเราไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดีจะทำให้ต้นทุนของธุรกิจสูง เพราะโลจิสติกส์ไม่ใช่แค่การขนส่ง ถ้ามีหลักการพยากรณ์ที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการคลังสินค้าที่ดี ก็จะช่วยลดต้นทุน และทำให้ไม่ต้องเก็บสำรอง Stock สินค้าในปริมาณสูง เพราะเราสามารถผลิตสินค้าและจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว โลจิสติกส์จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจครับ”

               นางดวงกมล สุริยฉัตร ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ ได้กล่าวถึงการดำเนินงาน “โครงการสร้างที่ปรึกษาด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม” ประจำปี 2560 ดังนี้

              “ปัจจุบันผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน รวมถึงมีประสบการณ์ในการวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการยังไม่เพียงพอ นับว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สำนักโลจิสติกส์ จึงได้จัดทำ “โครงการสร้างที่ปรึกษาด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม” โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแบ่งการพัฒนาที่ปรึกษาเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทั่วไป ระดับเฉพาะทาง  และระดับเชี่ยวชาญ โดยที่ผ่านมาสามารถพัฒนาที่ปรึกษาฯ ในระดับทั่วไปและระดับเฉพาะทางรวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 170 ราย และให้คำปรึกษาปรับปรุงสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 90 ราย สามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้มากกว่า 800 ล้านบาท และในปี 2560 นี้ เรายังคงดำเนินการสร้างที่ปรึกษาฯ ระดับเฉพาะทางเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30  ราย  และให้คำปรึกษาสถานประกอบการจำนวน 15 ราย ใน 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาการบริหารจัดการการผลิตและสินค้าคงคลัง สาขาการบริหารจัดการการจัดหาและจัดซื้อวัตถุดิบและสินค้า และสาขาการบริหารจัดการการขนส่ง ซึ่งที่ปรึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมต่อยอดองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในการวินิจฉัยหรือให้คำปรึกษาด้านต่างๆ แก่สถานประกอบการ เพื่อพัฒนาเป็นที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์ที่มีองค์ความรู้รอบด้าน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาให้สถานประกอบการได้อย่างครบถ้วนและตรงจุด อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและของประเทศต่อไป

                ทั้งนี้ ที่ปรึกษาฯ จำเป็นต้องมีการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยสำนักโลจิสติกส์ วางแผนที่จะสร้างบุคลากรที่ปรึกษาที่มีความจำเพาะ และเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ มีทักษะและองค์ความรู้เพื่อให้ตอบรับและทันกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะสอดคล้องกับยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศประยุกต์กับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีการนำหุ่นยนต์ เครื่องจักร เทคโนโลยีดิจิทัล และอินเทอร์เน็ต มาใช้ในกระบวนการผลิตแบบครบวงจรและมีการเชื่อมต่อโครงข่ายในรูปแบบ IOT เพื่อให้ทุกหน่วยของระบบการผลิตสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันอย่างอิสระ เพื่อจัดการกระบวนการด้านการผลิตและโลจิสติกส์ อย่างเป็นระบบ รวมทั้งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยข้อมูลในลักษณะ Big Data และ Industrial Data Scientist ในการวิเคราะห์และจัดการ เพื่อช่วยให้มีการใช้เทคโนโลยีที่สามารถผสมผสานโลกดิจิทัลกับโลกความเป็นจริง (Cyber-Physical Systems: CPS) ให้เกิดขึ้นได้ค่ะ”

Add comment


Security code
Refresh

ข่าวสารบทความสำนักโลจิสติกส์

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักโลจิสติกส์

ข่าวสารบทความ หน่วยงานภายนอก