Get Adobe Flash player
ThaiEnglish (UK)
HOT NEWS

ค้นหาข้อมูลในเว็ป Logistics

ปฎิทินกิจกรรม

November 2017
S M T W T F S
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 1 2
December 2017
S M T W T F S
26 27 28 29 30 1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31 1 2 3 4 5 6

เรียนรู้ร่วมกันระหว่างองค์กรเพื่อพัฒนาระบบ Supply Chain สู่เป้าหมายการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

               ปัจจุบัน การพัฒนาระบบ Supply Chain มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ความคาดหวังในประสิทธิภาพและคุณภาพที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความใส่ใจกับระบบ Supply Chain ที่ถือได้ว่าเป็นเส้นเลือดของการดำเนินธุรกิจก็ว่าได้ บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด ผู้ผลิตซอสและเครื่องปรุงรสตรา “ม้าบิน” ก็เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางที่ให้ความสนใจในการพัฒนาระบบ Supply Chain แต่ความพิเศษที่ทำให้การพัฒนาระบบ Supply Chain ของ บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด น่าสนใจก็คือการร่วมมือกับบริษัทคู่ค้าในการแสวงหาแนวทางการทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกันในระบบ Supply Chain

                คุณไกรศักดิ์ ธีรโชติมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของบริษัทว่า ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2504 สินค้าที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของบริษัท คือ “ซอสพริกตราม้าบิน” ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเมื่อรับประทานไข่เจียวในร้านอาหารทั่วไป นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีอีกหลากหลายสินค้าในกลุ่มซอสและเครื่องปรุง เช่น ซอสพริก น้ำจิ้มไก่ ซอสหอยนางรม น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย ซอสเย็นตาโฟ ฯลฯ ด้วยจำนวนพนักงาน 145 คน และเครื่องจักรที่ทันสมัย ทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่ 800 ตันต่อเดือน นอกจากการจำหน่ายในประเทศเป็นหลักมากกว่า 50 ปี ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังได้ขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม) อีกด้วย

                บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการผลิตมาโดยตลอด โดยผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 22000 HACCP และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตทั้งระดับชาติและระดับสากลอีกเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงพบปัญหาในการผลิต ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากวัตถุดิบที่ถูกป้อนเข้าไปในเครื่องจักร เมื่อปีที่ผ่านมาในโอกาสที่สำนักโลจิสติกส์จัดงานสัมมนา Supply Chain Logistics Conference 2015 และเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของบริษัทฯ ได้เข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ Supply Chain ในงาน จึงได้จุดประกายความสนใจในการปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกับคู่ค้า (Supplier) และสนใจที่พัฒนาระบบ Supply Chain ร่วมกับสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ภายใต้โครงการ “สนับสนุนเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ระบบ Supply Chain เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างยั่งยืน” โดยเลือกพัฒนาระบบ Supply Chain ในการผลิตซอสพริกซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทเป็นอันดับแรก

                เนื่องจากรูปแบบกิจการของ บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร บริษัทฯ จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกับบริษัทคู่ค้าหลายราย ดังนั้น ในการเริ่มต้นพัฒนาช่วงแรกจึงได้คัดเลือกคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตซอสพริก โดยเป็นคู่ค้าในวัตถุดิบที่สำคัญ 4 ราย ได้แก่ บริษัทผู้ผลิตพริกดองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของซอสพริก บริษัทผู้ผลิตฟิล์มบรรจุซอสแบบถุง บริษัทผู้ผลิตขวดแก้วบรรจุซอสแบบขวด และบริษัทผู้ผลิตกล่องกระดาษลูกฟูก เข้าร่วมการพัฒนาระบบ Supply Chain โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่ของทั้ง 4 บริษัทคู่ค้าให้มาร่วมอบรมกับทีมอาจารย์ที่ปรึกษาจากสำนักโลจิสติกส์ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการทำงาน ศึกษาปัญหา และกำหนด KPIs ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาในการทำงานร่วมกัน จนเกิดเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในการทำงานสำหรับทั้ง 4 บริษัท รวมถึงซอสพริกไทยรุ่งเรืองด้วย เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เช่น การประมาณปริมาณการสั่งสินค้าล่วงหน้า การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งวัตถุดิบ การปรับเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อให้แม่นยำและคล่องตัวยิ่งขึ้น การปรับเปลี่ยนระบบ stock การปรับเปลี่ยนคุณลักษณะบางประการของวัตถุดิบต้นน้ำที่มีคุณภาพตรงตามที่ต้องการแต่ราคาถูกลง ซึ่งแต่ละบริษัทจะทำงานร่วมกันในขอบเขตของตนเอง ทำให้เห็นภาพใหญ่ในองค์รวมว่า การพัฒนาระบบการทำงานร่วมกัน จะส่งผลดีให้กับทั้งระบบ Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการประมาณการของผู้ประกอบการร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ พบว่าการพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกันของ ทั้ง 5 บริษัท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้กว่า 5 ล้านบาทต่อปี เฉพาะในส่วนของสินค้าซอสพริกเท่านั้น หากสามารถพัฒนาระบบ Supply Chain ได้ทั้งระบบในทุกกลุ่มสินค้า เชื่อว่าตัวเลขจะต้องสูงกว่านี้อย่างแน่นอน

                คุณไกรศักดิ์ กล่าวถึงความพึงพอใจที่ได้ร่วมโครงการพัฒนาระบบ Supply Chain ร่วมกับสำนักโลจิสติกส์และผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้าว่า “นอกจากการลดค่าใช้จ่ายที่เราเห็นอย่างชัดเจนแล้ว โครงการนี้ยังทำให้บริษัทฯ ของเราได้เรียนรู้ร่วมกับบริษัทคู่ค้าและสามารถเชื่อมโยงการทำงานได้ทั้งระบบ ทำให้มองเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต่างก็มีปัญหาในการทำงาน แต่เราสามารถเรียนรู้และแก้ไขไปด้วยกันได้ พนักงานของเราเองก็ยังได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตนเอง และได้ทำงานร่วมกันเป็นทีมตรงกับวัฒนธรรมองค์กร “PEGASUS” ซึ่งตัว E หมายถึง มีความฝักใฝ่ที่จะเรียนรู้ (Eager to Learn) ทำให้บริษัทฯ มีความสัมพันธ์เชิงลึกกับคู่ค้า สามารถพูดคุยและทำงานร่วมกันง่ายขึ้น”

                “บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด มีความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบ Supply Chain ร่วมกับบริษัทคู่ค้าในกลุ่มสินค้าอื่นๆ จนครบทั้งหมดในอนาคต จึงอยากขอฝากไปยังผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่ม SME ว่า ผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์อย่างมากกับการเข้าร่วมโครงการต่างๆ กับสำนักโลจิสติกส์ ทั้งการลดต้นทุน พัฒนาระบบการทำงาน และการพัฒนาบุคลากรครับ” คุณไกรศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

     นางดวงกมล สุริยฉัตร  ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ ได้กล่าวถึงการดำเนินงาน “โครงการสนับสนุนเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ระบบ Supply Chain เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างยั่งยืน”  ประจำปี 2559 ดังนี้

     “ปัจจุบันการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อลดต้นทุนหรือสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าจะทำโดยลำพังสถานประกอบการเดียว คงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ การพัฒนาเครือข่ายทางธุรกิจเป็นเครื่องมือที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยการสร้างความเชื่อมโยงของซัพพลายเออร์ที่เป็น SMEs กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าภายในประเทศให้มากขึ้น ดังนั้น สำนักโลจิสติกส์จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น โดยมีความมุ่งหวังที่จะช่วยสร้างและพัฒนาเครือข่ายในระบบโซ่อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในแต่ละปีให้มีการวางแผน และบริหารจัดการโลจิสติกส์ด้วย 9 กิจกรรมหลัก ของสำนักโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดการประสานและเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการนี้ดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2556 จนถึงปี 2558 สามารถสร้างความร่วมมือและความเชื่อมโยงกันภายในโซ่อุปทานได้ 16 โซ่อุปทาน มีการพัฒนาภายในองค์กรของสถานประกอบการจำนวน 96 แห่ง ซึ่งสามารถลดต้นทุนรวมได้ถึง 273 ล้านบาท

      ในปี 2559 นี้ เรายังคงดำเนินการพัฒนาสถานประกอบการอีกจำนวน 20 ราย 4 โซ่อุปทาน ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมแปรรูปพลาสติก เครื่องหนัง ยางพารา และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยเสริมสร้างความร่วมมือและความเชื่อมโยง SMEs จากต้นน้ำเข้าสู่ระบบโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทำให้สามารถลดความแปรปรวน (Bullwhip Effect) ที่เกิดขึ้น ส่งผลดีต่อกระบวนการวางแผนและการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงาน ลดเวลานำ (Lead time) ในการผลิตและจัดส่ง อีกทั้งยังช่วยลดระดับสินค้าคงคลังและลดระยะเวลาในการจัดส่ง จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยบูรณาการกิจกรรมต่างๆ ในโซ่อุปทานได้อย่างสมดุลและยั่งยืนคะ”

 

 

Add comment


Security code
Refresh

ข่าวสารบทความสำนักโลจิสติกส์

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักโลจิสติกส์

ข่าวสารบทความ หน่วยงานภายนอก