Get Adobe Flash player
ThaiEnglish (UK)
HOT NEWS

ค้นหาข้อมูลในเว็ป Logistics

ปฎิทินกิจกรรม

September 2017
S M T W T F S
27 28 29 30 31 1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
October 2017
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31 1 2 3 4

เขียนโดย  นายเกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ

นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ

 

 RFID กับการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

ฉบับที่แล้วเราได้เล่าถึงเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) หมายถึง การที่สิ่งของอุปกรณ์ต่างๆ ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถรับส่งข้อมูล ติดตามตรวจสอบ ติดต่อสั่งการ และควบคุมการทำงานอุปกรณ์ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ง่ายยิ่งขึ้นอุปกรณ์ IoT อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลักคือ

- กลุ่มอุปกรณ์ที่มี IP address (IoTIP address)ได้แก่ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักรต่างๆ ทั้งในโรงงาน บ้านและสำนักงาน โดยประมาณว่าจะมีอุปกรณ์ในกลุ่มนี้ประมาณถึง 2 พันล้านชิ้น

- กลุ่มอุปกรณ์ที่ไม่มี IP address (IoTwithout IP address) ได้แก่ อุปกรณ์sensor หรือ อุปกรณ์ RFID ซึ่งเริ่มมีมากในเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักร ทั้งในโรงงาน บ้าน และสำนักงาน ประมาณว่าจะมีอุปกรณ์ที่มีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรกหลายเท่าตัว

ในเล่มนี้จะเล่าถึง IoT กลุ่มอุปกรณ์ที่ไม่มี IP address ได้แก่กลุ่มพวกRFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งจะมีความสำคัญและมีปริมาณเพิ่มมากขี้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตการเชื่อมติดต่อกันของอุปกรณ์กลุ่มนี้เริ่มมีการติดต่อถึงกันในหลากหลายรูปแบบมีการพัฒนาตัว Sensor ให้สื่อสารถึงกันได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่า RFID จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายเช่น ระบบค้าปลีก ค้าส่ง การผลิต การบริหารจัดการโลจิสติกส์และชัพพลายเชนและระบบรักษาความปลอดภัย และคาดว่าจะเข้ามามีบทบาททดแทนระบบบาร์โค้ด ด้วยคุณสมบัติของตัวซิปที่มีศักยภาพสูงกว่า

RFID ใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์รับส่ง มีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า RFID Tag และตัวอ่านข้อมูล Reader สื่อสารกันแบบไร้สาย โดยการนำข้อมูลที่ต้องการส่ง-รับเป็นคลื่นวิทยุแล้วส่งออกผ่านทางสายอากาศไปที่ตัวรับข้อมูล องค์ประกอบระบบ RFID มี 3 ส่วนคือ

1. Tags หรือ Transponders (Transmitter + Responder)ใช้ติดกับวัตถุที่เราต้องการประกอบด้วยไมโครซิปที่มีการบันทึกหมายเลข (ID) หรือข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้น ทำหน้าที่ส่งสัญญาณหรือข้อมูลที่บันทึกใน Tag ไปที่ตัวอ่านข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่

• Passive tag ไม่มีแบตเตอรี่อยู่ภายใน ทำงานโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวอ่านข้อมูล

• Active tag มีแบตเตอรี่อยู่ภายใน เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าให้ Tag ทำงาน ทำให้สามารถรับ-ส่งสัญญาณข้อมูลกับ RFID Reader ได้ในระยะไกล สามารถทำงานในบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดี และสามารถอ่านและเขียนข้อมูลลงใน Tag ได้

2. Readerหรือ Interrogator ทำหน้าที่เขียนหรืออ่านข้อมูลใน Tag ประกอบด้วยภาครับและส่งสัญญาณวิทยุเพื่อส่งคลื่นความถี่วิทยุไป Tag และรับข้อมูลที่ส่งจากTagทำการตรวจสอบความผิดพลาดถอดรหัสและนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการต่อไป

3.  Application ระบบประยุกต์ใช้งานรวมถึงระบบฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์ และระบบฐานข้อมูล อาจเรียกว่า middleware

RFID พัฒนาเพื่อมาเสริมจุดอ่อนของระบบการอ่านค่าแบบเดิมโดยเครื่องอ่านข้อมูล RFID อาจอ่านได้ระยะห่างหลายเมตร สามารถบรรจุข้อมูลได้มากพอที่จะใช้อ้างอิงรายละเอียด สามารถอ่านข้อมูลได้รวดเร็ว และยังอ่านได้จากระยะไกลโดยส่งผ่านข้อมูลเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้เลยปัจจุบันมีการนำ RFID มาประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยมุ่งให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความพึงพอใจในการบริการ เช่น ด้านการขนส่ง ด้านการปศุสัตว์ ด้านบริการงานเอกสารราชการ ด้านการแพทย์ ด้านการเงินด้านความปลอดภัยและยังเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์และชัพพลายเชนได้อีกหลากหลาย ด้วยกระแสการพัฒนาเทคโนโลยี RFID ประกอบกับคุณสมบัติของการนำไปประยุกต์ใช้เป็น Application ที่เอื้ออำนวยให้เกิดความสะดวกสบาย ประหยัดทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้ RFID เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกขณะ

จากความสามารถของ RFID ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่เริ่มวางแผนจะนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ ควรต้องพิจารณาให้ละเอียดในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเทคโนโลยี มาตรฐานการใช้ในงาน อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับระบบ ค่าใช้จ่ายที่จะมีในด้าน Hardware, Software, ระบบเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม และผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและบริการ

          สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของเทคโนโลยี RFID จึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการปรับกระบวนการโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี Application ระบบ RFID เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ระบบ RFID ในการปรับกระบวนการต่างๆ ด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรับสมัครสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการเป็นประจำทุกปี ท่านสามารถติดตามการดำเนินงานโครงการได้ทาง http://www.logistics.go.th/  โทร. 02 202 3817

 

ที่มา 59LOF03 Logistics Forum ปีที่ 8 ฉบับที่ 34 พฤษภาคม - มิถุนายน 2559

Add comment


Security code
Refresh

ข่าวสารบทความสำนักโลจิสติกส์

ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักโลจิสติกส์

ข่าวสารบทความ หน่วยงานภายนอก